Mid Camp52

กลับมาแล้ว ^^
9 วันแห่งอะไรๆมากมาย
คิดไม่ผิดที่มาค่าย อยากให้เพื่อนๆในกลุ่มอีกหลายๆคนมาด้วยกัน
แต่ถ้ามากันเยอะกว่านี้ สตาฟคงเหนื่อยกว่านี้อีกมาก

วันแรก 05.10.09
ออกเดินทางจากสถานีรถไฟฟ้าหัวลำโพงตอนบ่ายสอง
พร้อมเงินติดตัว70บาท
เรานั่งกับน้องโอปอล์ ตรงข้ามเป็นเบสยายและน้องเอิร์ตเควก
แชร์เอ็มพีสามเรากะไอพอตน้องฟังตลอดทาง
หัดร้องเพลงผู้ป่วยความจำเสื่อม ฟังแล้วจะร้องไห้
เมื่อยก้นมาก

 

วันที่สอง 06.10.09
รถไฟมาถึงสถานีนครลำปางตอนตีสี่
รีบขนของลงจากรถกัน ของเยอะมากจริงๆ
ขนของมาต่อรถทัวร์ไปพะเยา
ตอนเที่ยงแวะโลตัสพะเยา เป็นโลตัวที่ค่อนข้างเล็กนิดนึง
แต่ก็มีศูนย์อาหารให้กิน
กินข้าวแล้วนั่งรถต่อ
รถมาหยุดที่ทางเข้าอุทยาน ต้องต่อรถกระบะของชาวบ้านไป
ตอนแรกคิดว่าเดินได้ 5กิโล
แต่ตอนนั่งรถขึ้นไปก็รู้ว่า เป็น5กิโลที่เดินไม่ได้ เพราะเขาชันมาก
ถ้าเดินขึ้นคงถึงในเช้าวันรุ่งขึ้นเป็นแน่

วันที่สาม 07.10.09
กิจกรรมของค่ายถูกแบ่งเป็น4โครงโดยแบ่งลูกค่ายเป็น4กลุ่มใหญ่
โครงแรกของเราคือสวัสดิการ ก็คือทำอาหารเลี้ยงคนในค่ายนั่นล่ะ
อาหารสองสามอย่างในแต่ละมื้อล้วนมีผัก และมีเนื้อเป็นส่วนประกอบเพียง0.2เท่านั้น
ฝึกกินผัก เยี่ยมไปเลยล่ะ แต่..นี่มันค่ายนะ
จะเอาสเต็กหรอ จะอาบน้ำอุ่นหรอ จะนอนบนฟูกหรอ
นี่ค่ายนะ
กลางคืนคืนนี้ไปนอนบ้านชาวบ้านในหมู่บ้าน(ปกติจะนอนที่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน)
แยกกลุ่มย่อยไปตามแต่ละบ้าน กลุ่มเรามีจ่าแซม เราและน้องณุ่ล
ด้วยการไปกะจ่าทั้งสอง เลยทำให้น้องณุ่ลกลายเป็นจ่าไปโดยปริยาย
ที่บ้านน่ารักมาก
โดยเฉพาะกับข้าวเย็น แม่ทำกับข้าวใส่หมูประมาณครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว
ปู่ก็ชวนกินเหล้าตลอดเวลา
ตอนเช้าตื่นมาตีห้าช่วยแม่ทำกับข้าว

วันที่สี่ 08.10.09
งานวันนี้คือโครงสร้าง สร้างหอประชุมให้ชุมชน
งานของเราคือทำต่อจากที่กลุ่มแรกทำเสร็จ
ซึ่งก็คือการก่ออิฐด้านข้างทั้งสามด้านและเทพื้นบันไดทางขึ้น
เหนื่อยกับการแบกหินดินทราย ผสมปูน
แต่ก็ได้เรียนรู้วิธีการทำงานเหล่านี้
รู้สึกดีนะ ^^
ชาวบ้านช่วยสอนงานพวกเรามากมาย
กลางคืนมีประชุมค่าย
แตกประเด็นมากมาย

วันที่ห้า 09.10.09
โครงเด็ก งานของโครงเด็กคือทำกิจกรรมกับเด็ก
เมื่อคืนแตกประเด็นเกี่ยวกับเด็ก
เลยรู้สึกอยากช่วยเหลือเด็กที่นี่มาก พอถึงเวลาเข้าจริง
โคตรน่ารำคาญเลย - -''
เด็กดอยมันแสบจริงๆ
แต่ทุกคนก็ลงความเห็นกันว่า
แสบ แต่ไม่แสบเท่าเด็กเมืองหรอก
อืม..นั่นน่ะสิ
กลางคืนคืนนี้ได้นอนบ้านชาวบ้านอีกเป็นคืนสุดท้าย
ได้ดูคาราโอเกะของม้ง ซึ่งผลิตจากประเทศลาว
ได้รู้ว่าชาวม้งนี่ มีอยู่ทั่วโลกเลยนะ ในเมืองไทยก็ทั่วทั้งภาคเหนือก็มีชาวม้งอาศัยอยู่

วันที่หก 10.10.09
โครงวิถี วิถีคือการเดินป่าเพื่อสำรวจวิถีชีวิตของชาวบ้าน
กลุ่มอื่นเค้าก็ไปเดินวิถีใส่ปุ๋ยข้าวโพดกัน
แต่สำหรับกลุ่มเรามันไม่ใช่อย่างนั้น
บอกได้เลยว่า เกือบตายไปแล้ว กับการเดินไปน้ำตกกะวิถี
เพราะทางมันชันมาก ตอนกลับฝนก็ตก น้ำก็หลาก ทางก็ลื่น
ถ้าหากวันนั้นมีใครโชคร้ายตกเขาไป คิดไม่ออกเลยว่าจะทำยังไงต่อ
ขอบคุณทุกๆมือที่คอยดึงเรานะ มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากเมื่อได้สัมผัสมือเพื่อนที่ดึงเราขึ้นไป
ขอบคุณทุกๆคนในกลุ่มเลย
ขอบคุณพี่ดาว พี่แก้ว จ่าแซม พี่โจ้โคราช ตาตั้ม ว้าว จ่าธีร์ โดนัท
ขอบคุณน้องแยม น้องนุ๊กนิ๊ก น้องเพชรทูล น้องเอิร์ตเควก
ผ่านวันวิถีวิกฤตมาได้ด้วยดี
และได้รู้ว่าน้องแยมเป็นผู้หญิงที่เก่งเว่อร์ คนอะไรทำได้ทุกอย่าง เป็นโปรของทุกโครงเลย = =''
ตกเย็นประชุมค่าย

 

วันที่เจ็ด 11.10.09
กีฬาสี งานเลี้ยง
เมื่อผ่านพ้นทุกโครงแล้ว หอประชมก็สร้างเสร็จแล้ว
วันนี้จึงเป็นการฉลองสิ่งเหล่านั้นร่วมกับชาวบ้าน
กลางวันมีกิจกรรมตามฐานให้น้อง ตกเย็นมีแข่งกีฬากับชาวบ้าน
การแสดงของชาวบ้านและพวกเรา
เด็กๆออกมาเต้นเพลงม้ง น่ารักมากเลย

วันที่แปด 12.10.09
วันว่าง วันนี้ฟรีสไตล์หนึ่งวัน จะไปไหนก็ได้
แต่ก็ไม่ได้ไปไหน แวะไปดูบ้านชาวบ้านเล็กน้อยตอนเย็น
กดชัตเตอร์ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ มีความสุขดีแฮะ
กลางคืนประชุมค่าย และเปิดใจถึงเช้า

วันที่เก้า 13.10.09
ประชุมค่ายเสร็จก็รีบกลับบ้านไปกะจ่าณุ่ล เพราะจ่าแซมต้องทำงาน
กลับไปกอดแม่ กะปู่ ร่ำลาน้องๆที่บ้าน ถ่ายรูปร่วมกัน
ขอบคุณที่ต้อนรับพวกเราอย่างดี ซึ้งมากเลยล่ะ บ้านนี้
ขึ้นรถลงเข้ากลับบ้าน แวะโลตัสทานข้าวเช่นเคย
ต่อรถไฟ ได้สำรวจรอบๆสถานีนครลำปาง
น่าเดิน น่าเที่ยวมาก ข้าวหมกไก่ข้างสถานีอร่อยมาก
นั่งรถไฟหลับตลอด
ถึงหัวลำโพงหกโมงกว่ามั้ง
ได้กลับเสียที สวัสดีเมืองกรุง

การประชุมค่าย
คือเอามาเขียนรวบยอดกันเลยดีกว่า
ประชุมค่ายเป็นอะไรที่เนิ่นนานมาก คล้ายๆการเสวนาวิชาการที่เราเคยเห็นตามโทรทัศน์แล้วกดเปลี่ยนช่อง
เราพูดถึงทุกๆสิ่งที่เราเห็น ในทุกๆโครงที่เข้าไปสัมผัส การงาน อาชีพ การศึกษา เด็กๆ ความเจริญก้าวหน้า บลาๆๆ
สิ่งต่างๆที่เราได้รับจากค่ายอ่ะ มันก็เป็นอะไรหลายๆอย่างปะปนกัน
แล้วมาตกตะกอนแลกเปลี่ยนกะคนอื่นๆในการประชุมค่าย
บอกตามตรง ว่าเรามาค่ายแค่เพื่อจะหนีรัก
และพยายามค้นหาคำตอบบางอย่างให้กับตัวเอง
เราไม่ได้พบรักใหม่เหมือนหนีตามกาลิเลโอ และไม่ได้คำตอบนั้น
แต่เรากลับพบคำตอบจากคำถามที่ไม่ได้ถามมากมาย
ได้มองเห็นคนอื่นๆที่อยู่รอบตัวเรา เห็นชาวบ้านที่อยู่ที่นี่
เห็นว่าตัวเองโชคดีกว่าพวกเขาแค่ไหน
เห็นว่าความเจริญที่เข้ามาในหมู่บ้านได้สร้างหรือทำร้ายเขาอย่างไร
แม้จะไม่มีใครสรุปสิ่งเหล่านี้ แต่เราเชื่อว่าทุกคนมีคำตอบและจุดยืนของตัวเอง
เราอาจเป็นแค่นิสิตตัวเล็กๆในรั้วมหาวิทยาลัย
ที่ไม่อาจมีอำนาจมากพอจะตกกรกับระบบทุนนิยมที่เข้ามา
เราเชื่อว่าในใจของพี่ๆเพื่อนๆน้องๆ ยังมีความหมายของคำว่า นักสื่อสารมวลชน
ยังคงร้องเพลงมาร์ชสื่อสารมวลชนได้ และสัมผัสถึงความหมายของเพลงนั้นได้
ไม่ว่าจะมากหรือน้อย วันหนึ่งมันอาจสร้างการเปลี่ยนแปลงได้
เกียรติภูมิจุฬา คือ เกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน
หวังว่าวันหนึ่งเราอาจมีโอกาสนั้น
ได้มีโอกาสทำอะไรเพื่อช่วยเหลือคนอื่นอีก
ขอบคุณค่ายกลางมาก ขอบคุณสตาฟทุกๆคนที่สร้างมันขึ้นมา
ขอบคุณจริงๆ

ทาทาให้สัมภาษณ์ในGMว่า
"เพราะผ่านความสัมพันธ์มามาก
เลยทำให้รู้ว่า เมื่อไหร่ที่ไปจุกจิกกับมัน
เธอเป็นใคร ฉันเป็นใคร มันไม่เวิร์คทุกทีเลย"
อืมม
เราก็ว่างั้นแหล่ะ
ตอนนี้จิตใจสงบลงได้เยอะแล้ว
แต่ความรู้สึกยังเหมือนเดิม
ขอบคุณสำหรับข้อความนะ

บางคำถามมันไม่ต้องการคำตอบ

บางค.สัมพันธ์ มันก็ไม่ต้องการค.ยั่งยืน
บางที one night stand อาจจะดีกว่า
004356
22 ต.ค. 2552 เวลา 01:04 น.
Captcha
โปรดพิมพ์ตัวเลขที่คุณเห็นลงในช่องว่างด้านขวา
อ่านเลขชุดนี้ไม่ออก? ขอตัวเลขชุดใหม่
we are in diaryis.com family | developed by 7republic